โรคหลอดลมตีบ (Tracheal collapse)

โรคหลอดลมตีบ (Tracheal collapse)

โรคหลอดลมตีบ (Tracheal collapse)

 

หากน้องหมาของเพื่อนๆ เป็นสุนัขพันธุ์เล็ก อยู่ในช่วงวัยกลางสุนัข มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน พูดอีกอย่างก็คือ อ้วน ชื่นชอบการไอแบบเรื้อรัง เวลาไอก็จะมีเสียงดังก้องกังวาน ยันบ้านข้างๆ ได้ยิน คล้ายเสียง “ห่าน” ที่ไหนมาร้อง โดยเฉพาะตอนเวลาตื่นเต้น หลังออกกำลังกาย มีสายปลอกคอไปกดหลอดลม หรือแม้แต่หลังกินน้ำและอาหารก็ยังไอ หายใจก็แสนจะลำบาก พบว่าใช้เวลานานกว่าปกติในการหายใจในแต่ละครั้ง เวลาตื่นเต้นหรือหายใจไม่ทัน ลิ้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง อาการแบบนี้ อาจกำลังบอกให้เพื่อนๆ รู้ว่า น้องหมาอาจกำลังป่วยด้วย “โรคหลอดลมตีบ” เข้าให้แล้วครับ

 

     หลอดลม (Trachea)  เป็นอวัยวะเชื่อมต่อจากคอหอยไปถึงปอด คล้ายท่อลม แต่ท่อลมนี้จะมีโครงสร้างเป็นส่วนแข็งที่เรียกว่า กระดูกอ่อน (cartilage rings) รูปตัวซีครึ่งหนึ่ง กับส่วนอ่อนที่เป็นกล้ามเนื้อ tracheal muscle อีกครึ่งหนึ่ง พอโครงสร้างที่เป็นส่วนแข็งเกิดอ่อนตัวลง ทำให้ผิดรูปไป ส่งผลให้ส่วนอ่อนยุบตัวลงมาปิดกั้นทางไหลผ่านของลม ท่อลมก็เลยตีบแคบ แต่จะตีบแคบเป็นช่วงๆ จึงทำให้หายใจลำบาก (Dyspnea) ถ้าหายใจ “เข้า” ลำบากก็มักจะตีบช่วงต้นๆ ของหลอดลม (ช่วงลำคอ) ถ้าหายใจ “ออก” ลำบากก็มักจะตีบช่วงปลายๆ ของหลอดลม (ช่วงชีโครง)

เพราะการได้รับอากาศไม่เพียงพอนี้เอง จึงเป็นเหตุให้ร่างกายขาดออกซิเจน ทำให้เวลาที่ร่างกายต้องการใช้ออกซิเจนมากๆ เช่น ตื่นเต้น ออกกำลังกาย จะพบลิ้นม่วง (Cyanosis) ได้ ส่วนสาเหตุของการไอ ก็มาจากหลอดลมที่ตีบแคบ เกิดการระคายเคืองอยู่ตลอด จึงทำให้เกิดการไอขึ้นมาได้ และการไอที่เกิดเสียงดังกังวานคล้ายเสียงห่านร้อง “Goose-honking”  หรือแม้แต่การหายใจเข้าออกก็อาจพบเสียงดังได้นั้น เป็นเพราะลมที่ผ่านทางแคบๆ มักจะมีเสียงดังขึ้น เหมือนเวลาที่เราผิวปากไงครับ

 

โรคหลอดลมตีบ (tracheal collapse) พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก ช่วงวัยกลางสุนัข โดยพันธุ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปอมเมอเรเนียน ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย พูเดิ้ลทอย มอลตีส ชิสุ ปั๊ก ชิวาวา ลาซาแอปโซ ฯลฯ และจะยิ่งเป็นได้ง่ายขึ้นหากน้องหมาตัวนั้นอ้วน  เพราะความจุช่องอกลดลง มีไขมันไปเบียดหลอดลมทำให้ตีบได้ครับ

 

     สาเหตุ

 

เกิดจากความแข็งแรงของโครงสร้างกระดูกอ่อนของหลอดลมลดลง ขาดการสะสมของสารพวกไกลโคอะมิโนไกลเคน กลูโคซามีน คอนดรอยตินซัลเฟต แคลเซียม ฯลฯ หรืออาจมาจากสาเหตุอื่นๆ อย่างเช่น กล้ามเนื้อของหลอดลมเป็นอัมพาต หรือมีก้อนเนื้อภายนอกหลอดลมมาเบียดทำให้ท่อลมตีบแคบลง

     การตรวจ

คุณหมอจะดูจากประวัติและอาการ ซึ่งค่อนข้างเด่นมากในโรคนี้ คือ การไอแบบเรื้อรัง มีเสียงดังกังวาน คล้ายเสียงห่านร้อง หากคลำตรวจหลอดลมและลองกระตุ้นให้ไอ ก็จะพบว่าไอได้ง่าย จากนั้นจะตรวจด้วยการถ่ายภาพรังสี (เอ็กซเรย์) โดยจะถ่ายทั้งในช่วงหายใจเข้าและออก เพื่อใช้ดูตำแหน่งที่ตีบและใช้แยกรอยโรคกับโรคหัวใจ หากสถานพยาบาลไหนมีกล้องส่อง Endoscope ก็สามารถวางยาสลบแล้วทำ Tracheobronchoscopy เข้าไปส่องดู ว่าหลอลมตีบหรือไม่ ตีบตรงไหน ตีบอย่างไร และยังใช้แบ่งเกรดความรุนแรงของโรคได้ด้วย (ตามรูป) แต่วิธีการตรวจที่ดี ซึ่งไม่ต้องวางยาให้เสี่ยงและสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของหลอดลมได้ด้วย คือการทำ Fluoroscopy ซึ่งจะเห็นการเคลื่อนไหวของหลอดลม หากตีบก็สามารถเห็นได้เลยครับ

 

 สำหรับความรุนแรงเกรด 1-3 การรักษาด้วยวิธีทางยาอย่างเดียว ยังสามารถคุมอาการได้และได้ผลดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถทำให้หายขาดได้ ขณะที่ความรุนแรงเกรด 4 จำเป็นที่ต้องใช้การผ่าตัดร่วมด้วย

 

     การรักษา

 

อย่างที่กล่าวไปการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาทางยา ไม่ว่าจะเป็นการป้อนยา ฉีดยา หรือพ่นยาสำหรับยาที่ใช้ ได้แก่
1. ยาแก้ไอ ใช้กรณีที่ไอแห้งๆ ไอรุนแรงบ่อยครั้งมากเกินไป เพื่อป้องกันหลอดลมอักเสบ แต่ไม่ค่อยได้ผลในรายที่หายใจลำบากแล้ว

 

2. ยาขยายหลอดลม ใช้กรณีเพื่อต้องการขยายหลอดลมส่วนปลาย เพื่อช่วยให้การหายใจดีขึ้น แต่ข้อเสีย คือ จะทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ยื่งทำให้หย่อนตัวลงมาปิดหลอดลมเข้าไปอีก โดยเฉพาะหลอดลมในส่วนต้นๆ ที่สำคัญทำให้สุนัขกระวนกระวาย ซึ่งอาจต้องให้ยาสงบประสาท เพื่อลดผลดังกล่าวด้วย

 

3. ยาฆ่าเชื้อ ใช้เฉพาะกรณีที่มีการติดเชื้อร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูกข้น และบางกรณีอาจต้องทำการเพาะเชื้อก่อนใช้ยา

 

4. ยาแก้อักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ช่วยลดการระคายเคืองและการอักเสบของหลอดลมจากการไอเรื้อรัง โดยจะให้ในระยะแรกๆ เท่านั้น สำหรับรายที่มีอาการไอแบบรุนแรงหนักๆ

 

5. ยาละลายเสมหะ ใช้ในกรณีที่ไอแบบมีเสมหะ เพราะการไอเรื้อรังตลอดเวลาจะมีการผลิตสารเมือกมาเคลือบภายในหลอดลมมากขึ้น อีกทั้งความสามารถในการขจัดเมือกของหลอดลมยังลดลงอีกด้วย ทำให้มีเสมหะมาก

 

6. ออกซิเจน ใช้ในรายที่หายใจลำบาก หากเป็นมากๆ แนะนำให้มีถังออกซิเจนติดบ้านไว้เลย

 

ส่วนการรักษาทางการผ่าตัดใช้ในกรณีที่เป็นรุนแรง หรือไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาทางยา ซึ่งการผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น การใส่บอลลูนเข้าไปขยาย การผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดลม ผ่าตัดใส่อวัยวะแทนกระดูกอ่อนรูปตัวซี ฯลฯ บางกรณีอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลแน่นอนขึ้น

 

     การดูแลและการป้องกัน

 

แนวทางที่ดีทางสุดต้องเริ่มจากการควบคุมน้ำหนักก่อนเลยครับ ควรเลี้ยงไม่ให้อ้วน ถ้าอ้วนก็ต้องหาทางลดน้ำหนักให้ได้ แต่หากเป็นแล้วต้องพยายามหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักๆ หรือการทำให้น้องหมาตื่นเต้นมากๆ ควรเสริมกลูโคซามีน คอนดรอยตินซัลเฟต เพื่อช่วยให้กระดูกอ่อนแข็งแรงขึ้น เลี้ยงในที่ที่มีอากาศถ่ายเท สะดวก ไม่ชื้น หรือโล่งเกินไป เพื่อให้หายใจได้ง่ายขึ้น เวลาสวมปลอกคออย่าสวมแน่นเกินไป เวลาจูงเดินให้ใช้สายแบบที่รัดอกจะดีกว่าครับ

 

โรคหลอดลมของปอดอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic bronchitis)

 

หากน้องหมาของเพื่อนๆ เป็นสุนัขพันธุ์เล็ก มีอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ไอเรื้อรังมานานกว่า 2 เดือนแล้ว หากเคยพาไปรักษา ช่วงที่ได้รับยาอาการก็ดีขึ้น พอหยุดยาอาการก็แย่ลง เป็นเช่นนี้อยู่ประจำ มักหายใจลำบากเวลาหายใจออก คือ ใช้เวลาหายใจออกนานมากกว่าหายใจเข้า แต่น้องหมายังคงร่าเริงดี กินอาหารได้ปกติ อาการแบบนี้ อาจกำลังบอกให้เพื่อนๆ รู้ว่า น้องหมาอาจกำลังป่วยด้วย โรคหลอดลมของปอดอักเสบแบบเรื้อรัง” เข้าให้แล้วครับ
ถ้ามองภาพหลอดลมเป็นรากต้นไม้ ส่วนต้นๆ ก็จะใหญ่หน่อย พอแตกแขนงเข้าไปในดิน (ในเนื้อปอด) ส่วนปลายๆ ก็จะเล็กลงเรื่อยๆ ทีนี้เวลาที่หลอดลมเกิดการอักเสบ เซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมจะบวมหรือหนาตัวขึ้น มีการหลั่งเซลล์อักเสบออกมา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการหลั่งสารเมือกออกมาเคลือบผนังข้างในอีก ยิ่งทำให้ท่อลมเล็กลงไปใหญ่ เวลาลมผ่านก็เลยผ่านลำบาก และจะพบว่าหายใจออกลำบาก (Expiratory dyspnea) เมื่อมีปัญหาที่หลอดลมของปอด

 

พบว่าน้องหมาหายใจเสียงดังหรือไอแบบเรื้อรัง รักษาไม่หายสักที เนื่องจากอาจมีสาเหตุบางอย่าง เช่น ฝุ่น ควัน อากาศเสีย กลิ่นบุหรี่ เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมอะไรบางอย่าง มากระตุ้นให้ร่างกายหลั่งเซลล์อักเสบอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศ โรคนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โรคหอบหืดในสุนัข (Canine asthma) 
โรคหลอดลมของปอดอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic bronchitis) พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก มีอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป พันธุ์ที่พบบ่อย ได้แก่ พูเดิ้ลทอยด์ ปอมมเมอเรเนียน ปักกิ่ง ชิวาวา ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย ฯลฯ


สาเหตุ

 

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่า อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของกระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ เช่น ขาดอิมมูโนโกลบูลิน-เอ (IgA) หรือความผิดปกติในการพัดโบกขับสิ่งแปลกปลอมออกมา (Poor mucociliary clearance)  ฯลฯ ทำให้สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้มากระตุ้นให้หลอดลมเกิดการอักเสบอยู่ตลอดเวลา

 

     การตรวจ

 

คุณหมอจะดูจากประวัติและอาการเป็นหลัก โดยเฉพาะรายที่ไอแบบเรื้อรัง ซึ่งจะไอแบบมีเสมหะหรือไม่ก็ได้ การ ฟังเสียงปอดและการถ่ายภาพรังสี (เอ็กซเรย์) เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้ หากเป็นโรคนี้จะพบรูปแบบรอยโรคของปอด (Lung Pattern) เป็นแบบ Peribronchial pattern หรือ Bronchial pattern เพราะหลอดลมบวมหรือหนาตัวขึ้น จึงเห็นหลอดลมเป็นรูปโดนัทหรือรางรถราง (tram lines) จากฟิล์มเอ็กซเรย์ นอกจากนี้อาจใช้การส่องกล้องและเก็บตัวอย่างเซลล์จากหลอดลมมาตรวจเพื่อหาเซลล์อักเสบด้วยก็ได้

 

 การรักษา

 

การรักษาส่วนใหญ่จะใช้การรักษาทางยาเป็นหลักครับ ซึ่งยาที่ใช้ก็จะคล้ายกับยาที่ใช้รักษาโรคหลอดลมตีบข้างต้น แต่หลักการเลือกใช้ยาจะต่างกัน โดยรูปแบบของยาก็มีทั้งยาฉีด ยากิน และการพ่นยา ซึ่งในกรณีนี้การพ่นยาด้วยเครื่องอุลตร้าโซนิก (Ultrasonic nebulizer) จะมีขนาดละอองขนาดเล็ก สามารถแทรกซึมลงสู่หลอดลมส่วนปลายได้ดีกว่า โดยจะเลือกใช้ยา ดังนี้

1. ยาแก้อักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ จะใช้ค่อนข้างนาน และหากจะหยุดยา จะค่อยๆ ลดขนาดลงเรื่อยๆ ทุก 7-14 วัน ซึ่งการใช้ยาชนิดนี้เพื่อนๆ ต้องระมัดระวังเรื่องขนาดยา และให้ตามที่คุณหมอแนะนำนะครับ เพราะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก

2. ยาขยายหลอดลม ซึ่งใช้ได้ดีในกรณีนี้ เพราะใช้ขยายหลอดลมส่วนปลาย ทำให้หายใจได้ง่ายขึ้น แต่หากกล้ามเนื้อเรียบหนาตัวถาวรแล้ว ก็อาจใช้ไม่ได้ผล

3. ยาละลายเสมหะ ใช้ลดสารเมือกหรือเสมหะที่หลั่งออกมาจากการอักเสบในรายที่ไอแบบมีเสมหะ

4. ยาแก้ไอ ใช้ในรายที่ไอมากๆ และเป็นการไอแบบไม่มีเสมหะ

5. ยาฆ่าเชื้อ ใช้ในกรณีที่มีหรือสงสัยการติดเชื้อ และอาจจำเป็นต้องเพาะเชื้อก่อนใช้ยา

ในสุนัขที่ไอแบบมีเสมหะ เพื่อนๆ ควรต้องช่วยตบอกหรือตบปอด (Coupage) โดยทำมือเป็นรูปถ้วยแล้วตบเบาๆ ลงที่บริเวณซี่โครงช่วงอก ครั้งละ 5-10 นาที วันละ 3-4 ครั้ง หรือพาเดินเพื่อให้น้องไอขับเสมหะออกมาครับ

 
     การดูแลและการป้องกัน

 

เช่นเดียวกับโรคหลอดลมตีบการป้องกันและการรักษาโรคนี้ ควรต้องควบคุมและลดน้ำหนัก ที่สำคัญไม่ควรเลี้ยงในสถานที่มีฝุ่นละออง ควัน อากาศเสีย กลิ่นบุหรี่ มีความชื้น มีอากาศร้อนหรือเย็นมากเกินไป ฯลฯ เพราะปัจจัยเหล่านี้ อาจมากระตุ้นให้หลอดลมอักเสบได้ น้องหมาที่เป็นโรคนี้จะเป็นๆ หายๆ อยู่ตลอดเวลา ได้รับยาก็ดีขาดยาก็แย่ จึงจัดเป็น ”โรคประจำตัว” โรคหนึ่ง ดังนั้นการเลี้ยงดูและการจัดการสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยทุเลาอาการได้

อาการไอเรื้อรังในสุนัขพันธุ์เล็กยังมีสาเหตุจากโรคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคปอดบวม (Pneumonia) โรคเนื้องอกในทางเดินหายใจ ฯลฯ ซึ่งใช้เวลาในการักษาค่อนข้างยาวนาน บางโรคอาจไม่หายขาด แต่การรักษาจะช่วยให้น้องหมาอาการทุเลาลง และทำให้คุณภาพชีวิตของเค้าดีขึ้นได้ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานไอเสียงดังอยู่ตลอดเวลา สำหรับโรคทั้งหมดที่นำมาเล่าทั้ง 2 ตอนนี้ จัดเป็นโรคที่สำคัญและพบได้บ่อยมากในสุนัขพันธุ์เล็ก

 

 

 

ที่มา http://www.dogilike.com

 

Categories: สารคดี